ข่าว"จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เปิดพื้นที่ขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมอุดมปัญญา : ศูนย์กลางผลิตนวัตกรรม - kachon.com

"จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เปิดพื้นที่ขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมอุดมปัญญา : ศูนย์กลางผลิตนวัตกรรม
ข่าวประจำวัน

photodune-2043745-college-student-s

ศ.ดร.บัณฑิต

100 ปี

หากเป็นอายุคนก็ต้องนับว่ามีอายุยืนยาว ผ่านร้อนผ่านหนาวบ่มเพาะประสบการณ์ต่างๆ ชนิดที่สามารถเป็นคลังสมองของคนรุ่นหลังและประเทศชาติได้เลยทีเดียว

และยิ่งหากเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นวาระแห่งการครบรอบการสถาปนา 100 ปี ในวันที่ 26 มีนาคม 2560 ก็ยิ่งหมายถึงแหล่งสร้างบุคคลากรด้านต่างๆ เพื่อออกมาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่จะสามารถแข่งขันในเวทีโลก

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้ตั้ง โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน เพื่อผลิตบุคลากรเข้ารับราชการ ปี 2445 ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมหาดเล็ก ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนาเป็นสถาบันอุดมศึกษา พระราชทานนามว่า “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” และมีพระราชดำริที่จะขยายการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น ทั้งพระราชทานที่ดินในเขตปทุมวัน จำนวน 1,309 ไร่ เพื่อใช้ในกิจการจัดการศึกษา วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2459 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประดิษฐานขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย และพระราชทานนามว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

ขณะที่ภารกิจในฐานะมหาวิทยาลัยที่เป็น “เสาหลักของแผ่นดิน” ซึ่งเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้ให้กับสังคมไทย ยังต้องเดินหน้าต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ที่ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมๆกับสังคมไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ก้าวต่อไปของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเป็นอย่างไร ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงจุดยืนในปัจจุบันพร้อมฉายภาพในอนาคตว่า

“ทางด้านกายภาพ จุฬาฯ มีที่ดินที่ได้รับพระราชทานมา 1 พันกว่าไร่ จาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เราแบ่งที่ดินเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกใช้พื้นที่เพื่อการศึกษา ส่วนที่สองคือพื้นที่เชิงพาณิชย์ เช่น ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง สยามสแควร์ พื้นที่พักอาศัย ซึ่งจัดเก็บค่าเช่าที่ เป็นการหารายได้เพื่อการพึ่งพาตนเอง ตามพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงเห็นว่าในอนาคตมหาวิทยาลัยต้องพึ่งตนเอง จะพึ่งรายได้จากงบประมาณรัฐฝ่ายเดียวนั้นไม่เพียงพอ และขณะนี้งบฯ จากรัฐที่ให้ก็ค่อนข้างคงที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป การหารายได้จากค่าเช่าที่จากห้างสรรพสินค้า และ ร้านค้า ก็ไม่เพียงพอเช่นกัน เนื่องจากรูปแบบการค้าและการใช้ชีวิตของคนในสังคมปัจจุบันเปลี่ยนไป เป็นลักษณะของสังคมอุดมปัญญา ที่ต้องอาศัยนวัตกรรมต่างๆ เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิต ประจำวัน อาทิ การซื้อขายทำได้ในโทรศัพท์มือถือ การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของสังคมไทย ที่ต้องอาศัยสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบที่ทันสมัยต่างๆในการดูแล ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้องจัดการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นต้น จุฬาฯจึง ได้เตรียมรับมือโลกยุคใหม่ ด้วยการจัดตั้งศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย CU Innovation ซึ่งเป็นแหล่งรวมของผู้สนใจคิดค้น สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ ใหม่ๆ รวมถึงเป็นแหล่งบ่มเพาะนักคิดสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ซึ่งจุฬาฯเตรียมตัวมาหลายปีแล้ว แต่เราไม่สามารถขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง จึงได้ขยายแนวคิดนี้ไปยังภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือเป็นเครือข่ายมากขึ้น”

ส่วนภาพในอนาคตต่อจากนี้ ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า “ถือเป็นความโชคดีที่จุฬาฯตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของกรุงเทพฯเป็นทำเลทองที่เราควรหยิบยกข้อได้เปรียบนี้มาเพื่อตอบแทนให้กับสังคมไทย โดย ส่วนแรกเราใช้พื้นที่ 28 ไร่ บริเวณสวนหลวงถึงสามย่าน ตั้งแต่จุฬาฯซอย 9 ถึงถนนบรรทัดทอง จัดทำเป็นอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ เพื่อเป็นสวน สาธารณะที่ประชาชนทุกคนเข้ามาใช้พื้นที่ได้ ทั้งการออกกำลังกาย แหล่งเรียนรู้ต่างๆ ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม พืชสมุนไพร โดยในวันที่ 26 มีนาคมนี้ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ ส่วนที่สอง พื้นที่ตั้งแต่สยามสแควร์ มาบุญครอง ต่อเนื่องมาจนถึงสนามกีฬาแห่งชาติ อาคารจามจุรี 10 นั้น จุฬาฯจะร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน เปิดตัวกลางปี 2560 นี้ เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นศูนย์กลางของการสร้างสรรค์นวัตกรรม CU Innovation District ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยคาดหวังว่าในอนาคตจะเป็นหนึ่งในซิลิคอนวัลเลย์ของเอเชีย หรือศูนย์กลางของธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ บนพื้นฐานที่จุฬาฯมีความพร้อม คือ คนและองค์ความรู้เดิมที่สั่งสมมาตลอด 100 ปี ซึ่งเราไม่ได้พูดอยู่บนความฝัน เรามีต้นทุนต่างๆ มีผลงานที่สร้างสรรค์โดยนักเรียน ร.ร.สาธิตจุฬาฯ,
ผลงานของนิสิตจุฬาฯคณะต่างๆ ที่แต่ละชิ้นงานมีแนวโน้มที่จะต่อยอดไปได้ในอนาคตมากกว่า 10 ชิ้นงาน และเราก็จะต้องบ่มเพาะนักเรียน นิสิตของเราต่อๆไป ขณะเดียวกันก็จะเป็นพื้นที่เปิดให้นักคิด นักสร้างสรรค์จากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมมือกัน”

“ทีมการศึกษา” มองว่า การนำพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ มาทำประโยชน์เพื่อสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนทุกกลุ่ม รวมถึงการสร้างนวัตกรรมรองรับสังคมผู้สูงอายุ

และนั่นหมายถึงการตอบโจทย์ “ยุทธศาสตร์ของประเทศ”.

ทีมการศึกษา